หลุยส์ เอ็นรีเก้ : ฟุตบอลคือทุกสิ่ง แต่วิ่งมาราธอนเปลี่ยนชีวิต

หลุยส์.1

ชีวิตไม่ใช่ฟุตบอล ! ประโยคนี้เหมาะกับ หลุยส์ เอ็นรีเก้ ตำนานกองกลางทีมชาติสเปน และยอดเทรนเนอร์ บาร์เซโลน่า เพราะนอกจากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพแล้ว หลังจากที่แขวนสตั๊ดเจ้าตัวหันไปเอาดีกับการเป็นกุนซือ และมักใช้เวลาในการผ่อนคลายจากเกมลูกหนังด้วยการวิ่งมาราธอน

เอ็นรีเก้ ตอนนี้ยังคงว่างงานหลังจากโบกมือลาถิ่นคัมป์ นู และว่ากันว่าเขาเป็นหนึ่งในโค้ชเนื้อหอมเลยทีเดียว เนื่องจากมีหลายๆ สโมสรในยุโรปที่แสดงความสนใจอยากใช้บริการเขา โดยเฉพาะ อาร์เซน่อล กับ เชลซี ที่ตกเป็นข่าวกับนายใหญ่ชาวสแปนิช มาตลอด

สำหรับเรื่องงานตอนนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจน และ เอ็นรีเก้ ก็ดูเหมือนจะไม่มัวมาหมกมุ่นในเรื่องพวกนี้ด้วย เพราะเขาหันไปใช้เวลากับการเล่นกีฬาประเภทอื่น แถมยังทำได้ดีมากๆ โดยเฉพาะการวิ่งมาราธอนระยะทาง 42.195  กิโลเมตร และการแข่งขันอัลตร้ามาราธอน

จริงๆ แล้วเรื่องการวิ่ง และการสร้างความอดทนแบบนี้ เอ็นรีเก้ ทำมาเนิ่นนานแล้ว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ เพราะย้อนไปเมื่อปี 2008 เอ็นรีเก้ ซึ่งเคยได้แชมป์ลา ลีกา ในฐานะนักเตะ และเทรนเนอร์ เคยผ่านการลงแข่งกีฬาปอดเหล็กมาแล้วในรายการ มาราธอน เดอส์ ซาเบลอส์

สำหรับรายการนี้เป็นการวิ่งระยะไกลผ่านทะเลทราย ซาฮารา ในประเทศโมร็อกโก ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส ซึ่งรวมแล้วต้องวิ่งกันถึง 6 มาราธอนเลยทีเดียว โดยตลอดช่วง 6 วันผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันจะต้องวิ่งกันรวมทั้งสิ้น 156 ไมล์ (ประมาณ 251 กิโลเมตร) โดยรายการนี้มีผู้ร่วมแข่งเป็นพันๆ คน และยังต้องแบกเป้ส่วนตัว โดยมีอาหารของพวกเขาซึ่งต้องกิน 2,000 แคลอรี่ต่อวัน และต้องนอนร่วมกับคู่แข่งอีก 7 คนต่อ 1 เต้นท์

เอ็นรีเก้ ซึ่งสมัยเป็นนักเตะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เล่นที่เต็มไปด้วยพละกำลังทั้งตอนที่ค้าแข้งกับ บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด ยังไม่หมดแค่นั้นเมื่อเขาตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 2004 เอ็นรีเก้ ก็ไม่ยอมปล่อยเนื้อปล่อยตัวเหมือนนักเตะบางคนจนร่างกายอ้วนลงพุง เพราะเขายังคงทำให้หลายคนต้องเซอร์ไพรส์ที่เห็นเจ้าตัวยังคงฟิตเปรี๊ยะเหมือนหนุ่มๆ อายุสามสิบต้นๆ

เหตุผลสำคัญที่ เอ็นรีเก้ ทำแบบนี้เพราะเขาเป็นคนที่มักจะทำอะไรก็ตามที่ต้องการข้ามขีดจำกัดของตัวเอง และก็สร้างความน่าประทับใจสุดๆ ยิ่งกว่าตอนที่เป็นพ่อค้าแข้งด้วยซ้ำ เพราะในปี 2005 อดีตสตาร์ทีมชาติสเปน รวมการแข่งขันนิวยอร์ก มาราธอน และทำเวลาได้น่าทึ่งมากๆ เพียง 3:14:09 เท่านั้น

กระนั้นในปีถัดมา อดีตเทรนเนอร์ “หมาป่าเหลืองแดง” โรม่า ได้พยายามพัฒนาการวิ่งของตัวเองมากยิ่งขึ้น โดยในรายการอัมสเตอร์ดัม มาราธอ โดยผลงานของเขาก็แจ่มแจ๋วยิ่งขึ้นเมื่อทำเวลาต่ำลงมากว่าเดิมอยู่ที่ 3:00:19 เลยทีเดียว

ส่วนที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงก็คือในการแข่งขันรายการฟลอเรนซ์ มาราธอน ในปี 2007 เอ็นรีเก้ สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 2:58:08 !!! และถ้าหากคิดว่านี่เป็นเรื่องที่สุดยอดแล้ว ขอบอกว่ายังไม่ใช่ เพราะในปีเดียวกันนี้ เอ็นรีเก้ ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนแกร่งยิ่งกว่านี้ด้วยการร่วมแข่งรายการคนเหล็ก “ไอรอนแมน” ที่ประเทศเยอรมนี

สำหรับรายการนี้เป็นการแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็ก ระยะทาง 140 ไมล์ (ประมาณ 225 กิโลเมตร) ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ยากที่สุดในโลกเป็นสองเท่าเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามการวิ่งไม่ใช่กีฬาเพียงรายการเดียวที่ทำให้ เอ็นรีเก้ ได้หลั่งอะดรีนาลีนเท่านั้น เพราะเขายังคงชื่นชอบการเล่นเซิร์ฟตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลีย รวมทั้งปั่นจักรยานด้วย

เอ็นรีเก้  เคยปั่นจักรยานเข้าเส้นชัยในรายการ คิวบร็องธาอูซอส์ ซึ่งต้องปั่นผ่านเทือกเขาพิเรนีสเป็นระยะทาง 127 ไมล์ (ประมาณ 204 กิโลเมตร)

ตำนานดาวเตะเลือดกระทิงดุ เผยเกี่ยวกับความท้าทายในชีวิตของเขาว่า “ตอนที่ผมเลิกเล่นฟุตบอล ผมอยากลองไปแข่งวิ่ง แต่หลังจากวิ่งไปได้ 45 นาทีเท้าของผมก็มีแผลบวม เพราะผมเคยชินกับการเล่นฟุตบอลเท่านั้น สำหรับการเล่นฟุตบอลมันวิ่งแค่ 50 เมตร แล้วก็หยุด วิ่งอีก 10 เมตร แล้วก็หยุด”

    “ผมเคยชินแบบนั้น ผมสามารถยิ่งได้นาน แต่ต้องเป็นการวิ่งในเกมฟุตบอล มาราธอนมันต้องวิ่งด้วยเพซที่คงเดียวตลอดการแข่งขัน นั่นเป็นเรื่องยากมากในการปรับตัว แต่ผมก็ทำได้หลังจากที่ฝึกซ้อมเยอะมาก และจากนั้นผมก็เริ่มหันมาแข่งไตรกีฬา”

    “การปั่นจักรยาน และว่ายน้ำมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการวิ่ง การฝึกซ้อมนานๆ มันทำให้เพลิดเพลินมากๆ ตอนที่ผมฝึกซ้อม ผมใช้เวลา 3 วันในการวิ่งตอนเช้า และว่ายน้ำตอนบ่าย จากนั้นผมก็จะไปปั่นจักรยานทุกๆ 3 หรือ 4 วัน” เอ็นรีเก้ ระบุ

สำหรับ เอ็นรีเก้ ประโยคที่ว่า “ฟุตบอลไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต” เหมาะกับเขาที่สุด เพราะชีวิตมีอะไรมากกว่าแค่การวิ่งไล่เตะลูกกลมๆ ดั่งประโยคยอดฮิตที่ว่า “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งกิโลเดียวก็พอ ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณต้องมาวิ่งมาราธอน !!”